พัทยาวุ่น! สาวลอยคอกลางทะเล รอแฟนหนุ่มว่ายน้ำตามง้อ จนท.ช่วยปลอดภัยแล้ว

สาวเมาทะเลาะแฟนหนุ่ม ออกว่ายน้ำลอยคอกลางทะเล เพื่อนตามกลับไม่กลับ อ้อนให้แฟนหนุ่มว่ายน้ำตามไปง้อกลับเข้าฝั่ง พลเมืองดีเห็นแจ้งเจ้าหน้าที่ช่วยวุ่น พานักท่องเที่ยวแตกตื่นทั้งชายหาดพัทยา

เมื่อเวลา 02.30น. วันนี้ (26 พ.ค.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี รับแจ้งว่ามีคนว่ายน้ำออกไปกลางทะเลหวังฆ่าตัวตาย เหตุเกิดบริเวณชายหาดพัทยา ตรงห้ามปากซอยพัทยา 8 ม.10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงนำกำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยทางทะเลรีบไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมุงดูเหตุการณ์จำนวนมาก ที่กลางทะเลมีชายไทย (ขอสงวนชื่อนามสกุล) อายุประมาณ 30-35 ปี ว่ายน้ำออกไปช่วยแฟนสาวที่ลอยคออยู่กลางทะเล โดยมีเจ้าหน้าที่กู้ภัยฯและเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนรอให้การสนับสนุนอยู่บนชายหาด เมื่อฝ่ายชายว่ายไปถึงตัวของฝ่ายหญิง ก็มีการขัดขืนไม่ให้ช่วยเหลือ แต่ฝ่ายชายก็พยายามจะลากเข้าฝั่ง

จนกระทั่งเรือกู้ภัยทางทะเลมาถึง จึงได้เข้าช่วยเหลือขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย เมื่อขึ้นมาบนหาดทรายฝ่ายหญิงซึ่งมีผิวขาวน่าตาดี ไม่มีอาการตกใจใดๆกลับอยู่ในสีหน้ายิ้มแย้มดีใจที่แฟนหนุ่มว่ายน้ำออกไปช่วย ทำให้ประชาชนที่เข้ามายืนเฝ้าดูเอาใจช่วยให้ปลอดภัยพากันต่อว่าต่างๆนาๆ

สอบถามกลุ่มเพื่อนของฝ่ายหญิงไม่ได้เปิดเผยชื่อ เล่าเพียงว่าฝ่ายหญิงมีปากเสียงกับแฟนหนุ่ม แล้วเกิดน้อยใจว่าแฟนไม่สนใจ จึงเดินลงทะเลและว่ายน้ำออกไปอยู่กลางทะเล เพื่อนก็ว่ายออกไปตามกลับมา แต่ฝ่ายหญิงไม่ยินยอมจะขอลอยคออยู่แบบนี้ ผ่านไปประมาณ 20 นาทีฝ่ายชายจึงต้องว่ายน้ำตามออกไปช่วยฝ่ายหญิงจึงยอมเข้าฝั่งดังกล่าว

ขยาดหมายเรียกถึงบ้าน ลูกจ้างแค่วันเดียว รีบจูงรถเอามาส่งคืนให้

ร้านข้าวต้มชื่อดังเมืองขอนแก่นเตือนภัย มิจฉาชีพแฝงตัวมาในคราบลูกจ้าง สมัครเข้าทำงานได้วันเดียวกลับออกลายโจร ก่อเหตุขโมยรถจักรยานยนต์เพื่อนร่วมงาน อ้างยืมไปซื้อบุหรี่

เมื่อคืนวานนี้ (22 พ.ค.) นายวิชัย พนักงานร้านข้าวต้มซ้ง 24 น. เขตเทศบาลนครขอนแก่น พาผู้สื่อข่าวดูสภาพของรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า ฟีราโน่ สีดำ-ขาว ที่ถูก นายชนเทพ อายุ 29 ปี อดีตเพื่อนร่วมงานที่ร้านข้าวต้ม ก่อเหตุขโมยไปในช่วงกลางดึกของวันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ก่อนที่ นายชนเทพ จะนำรถจักรยานยนต์ที่ขโมยไปกลับมาคืนให้ในอีก 3 วันถัดมา หลังจากที่ผู้เสียหายเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น และมีการอนุมัติออกหมายเรียกผู้ต้องหาไปที่บ้าน และเจ้าของร้านได้นำภาพของคนร้ายแชร์ลงในโลกโซเชียลเพื่อเตือนภัยและกดดัน

นายวิชัย เจ้าของรถจักรยานยนต์ที่ถูกขโมย เล่าว่า ในคืนวันเกิดเหตุทางร้านได้มีการเลี้ยงฉลองเนื่องในวันคล้ายวันเกิดของเจ้าของร้าน โดยผู้ก่อเหตุที่เพิ่งสมัครเข้ามาเป็นพนักงานได้เพียงวันเดียว ได้มาร่วมกินเลี้ยงในคืนนั้นด้วย ในระหว่างกินเลี้ยงวันเกิด นายชนเทพก็ไม่ได้แสดงท่าทีมีพิรุธใดๆ

กระทั่งในเวลาประมาณ 21.00 น. นายชนเทพได้ยืมรถจักรยานยนต์ของตน โดยอ้างว่าจะออกไปหาเพื่อน ด้วยความที่ว่าเป็นเพื่อนร่วมงานตนจึงให้ยืมรถไป เมื่อผ่านไปประมาณ 10 นาที นายชนเทพก็ขับรถกลับมาตามปกติ

เมื่อถึงเวลาประมาณเที่ยงคืน นายชนเทพก็ได้ยืมรถจักรยานยนต์ของตนไปอีกครั้ง แต่ครั้งนี้อ้างว่าจะไปซื้อบุหรี่ ก่อนจะหายออกไปนานเกือบชั่วโมง ตนจึงโทรศัพท์ไปหาแต่ก็ถูกตัดสายทิ้งและปิดเครื่องไป จึงคิดว่ารถจักรยานยนต์น่าจะถูกขโมยไป จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยหลังจากก่อเหตุ นายชนเทพก็ไม่มาทำงานที่ร้านอีกเลย

กระทั่ง 3 วันถัดมา หลังจากที่ผู้เสียหายเข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองขอนแก่น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกหมายเรียกไปตามที่อยู่ของนายชนเทพ และเจ้าของร้านได้นำภาพถ่ายสำเนาบัตรประชาชนของผู้ต้องหาโพสต์เตือนภัยในโลกโซเชียล ทำให้ นายชนเทพ ได้แอบนำรถจักรยานยนต์ที่ขโมยไปมาคืนให้เจ้าของรถที่หอพักในเวลา 12.00 น. วันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นายชนเทพ ปฏิเสธหน้าตาเฉยว่าไม่ได้ขโมยรถจักรยานยนต์ไป แต่ในวันที่ยืมรถไปซื้อบุหรี่ ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยึดรถไว้ ส่วนสาเหตุที่ไม่รับโทรศัพท์ เป็นเพราะแม่ของตนยึดโทรศัพท์เอาไว้ ซึ่ง นายวิชัย เจ้าของรถขณะนั้นรู้สึกโมโหมาก จึงบอกให้นายชนเทพรีบกลับไป ก่อนจะทนไม่ไหว

นายดนัย เจ้าของร้านข้าวต้มซ้ง 24 น. กล่าวว่า ที่นำภาพของผู้ก่อเหตุมาโพสต์ลงในโลกโซเชียลมีเดีย เพื่อเตือนภัยให้กับร้านค้าต่างๆ เพราะขนาดทางร้านรับคนเข้ามาทำงานและดูแลเป็นอย่างดี คนร้ายรายนี้ก็ยังก่อเหตุได้ ทั้งๆที่เพิ่งมาสมัครงานได้เพียงวันเดียว

โดยในวันที่มาสมัครงานคนร้ายรายนี้ก็มีบุคลิกและนิสัยดี ไม่คิดว่าจะก่อเหตุกับคนในร้านได้ และการนำรถมาคืน ก็เชื่อว่าเป็นเพราะมีหมายเรียกไปที่บ้านของคนร้าย ทำให้ญาติๆ ทราบเรื่อง เมื่อถูกกดดันจึงตัดสินใจนำรถจักรยานยนต์มาคืน เพราะกลัวความผิด และกลัวว่าจะไม่มีใครรับเข้าทำงานอีก หลังจากที่ทางร้านได้โพสต์เตือนภัยออกไป

ตำรวจจราจรพัทยา เปิดใจ ถีบรถแท็กซี่ เพราะป้องกันตัวจากการถูกชน

จากกรณีมีคลิปวีดีโอเผยแพร่ในโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นภาพเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เข้าทำการจับกุมรถแท็กซี่ สีชมพูคันหนึ่ง ซึ่งจอดในที่ห้ามจอด (ขาว-แดง) ริมถนนพัทยาสาย 2

โดยช่วงแรกของคลิปเป็นภาพการพูดคุยเจรจา ระหว่างตำรวจจราจรนายหนึ่งและคนขับแท็กซี่ที่นั่งอยู่ในรถ กระทั่งมีพนักงานคอกรถนำเครื่องล็อคล้อมาและจะทำการล็อคล้อแท็กซี่คันดังกล่าว แต่แท็กซี่พยายามจะขับรถออกจากจุดที่จอด แต่ก็มีรถสองแถวมาจอดขวาง ทำให้ไม่สามารถขับออกไปได้

ตำรวจจราจรคนดังกล่าวจึงเข้าไปพูดคุยอีกครั้ง แต่คนขับแท็กซี่ไม่ยอมลงจากรถ ตำรวจจราจรจึงถีบที่ประตูฝั่งคนขับไป 2 ครั้ง รถแท็กซี่จึงตัดสินใจถอยหลังและหักพวงมาลัยขับหลบสองแถว ที่จอดขวางทางอยู่ออกไปอย่างรวดเร็ว โดยภายหลังคลิปดังกล่าวแพร่ออกไปทำให้คนในโลกออนไลน์ต่างวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา

ความคืบหน้าล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (20 พ.ค.) ร.ต.ท.วสุธร รอง สว.จร.สภ.เมืองพัทยา ได้ออกมายอมรับกับผู้สื่อข่าวว่า ตำรวจจราจรที่ปรากฏในคลิปนั้นคือตนเอง ก่อนเปิดเผยว่า ขณะปฏิบัติหน้าที่กวดขันวินัยจราจรอยู่บนถนนพัทยาสาย 2 จนไปถึงบริเวณหน้าโรงแรมแห่งหนึ่ง ย่านพัทยากลาง

ตนพบรถแท็กซี่คันดังกล่าว จอดดับเครื่องยนต์อยู่ริมถนนซึ่งเป็นจุดที่ห้ามจอด (ขาว-แดง) จึงแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานและขอดูใบอนุญาตขับขี่ แต่คนขับกลับส่งใบสั่งที่ถูกจับในข้อหาใบขับขี่หมดอายุให้ดู

ตนจึงถือว่าคนขับแท็กซี่ไม่มีใบขับขี่ และจะทำการออกใบสั่ง แต่คนขับไม่ยอมรับข้อหา แถมยังพูดท้าทายและไม่ยอมรถจากรถ ซ้ำยังพยายามจะขับรถหลบหนี มีบังเอิญมีสองแถวมาจอดขวางเลยไปไม่ได้

ในระหว่างที่พนักงานคอกรถจะนำเครื่องล็อคล้อไปทำการล็อคล้อหลังอยู่นั้น จู่ๆ คนขับรถแท็กซี่ก็เหยียบคันเร่งพุ่งตัวออกไป จนเครื่องล็อดล้อกระเด็น ตนเกรงว่าจะถูกรถเฉี่ยวจึงใช้เท้าถีบตัวรถเพื่อให้พ้นจากการถูกเฉี่ยวชน เป็นการป้องกันตัวเองไม่ให้ได้รับบาดเจ็บตามยุทธวิธี

ด้าน พ.ต.ต.อรุษ สภานนท์ สว.จร.สภ.เมืองพัทยา เปิดเผยว่า หลังทราบเรื่องจึงสั่งการให้ ร.ต.ท.วสุธร ทำรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร เบื้องต้น จากการสอบถามด้วยวาจาทราบว่า รถแท็กซี่คันดังกล่าวเดินทางมาจากกรุงเทพฯ มาส่งผู้โดยสารที่เมืองพัทยา

และจอดรอรับลูกค้าขาจรที่อาจจะมาใช้บริการโดยสารเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นจุดที่ห้ามจอด ระหว่างนั้น ร.ต.ท.วสุธร ขับผ่านมาเห็นจึงจะทำการออกใบสั่ง แต่คนขับรถแท็กซี่ไม่ยอมรับข้อกล่าวหาและขับรถหนีไป

ภายหลังจึงโทรศัพท์ติดต่อไปที่อู่รถและได้มีการพูดคุยกับคนขับทราบชื่อ นายประเสริฐพร (ขอสงวนนามสกุล) เพื่อให้เดินทางมาพูดคุยกันที่ สภ.เมืองพัทยา แต่นายประเสริฐพร อ้างว่าไม่อยากมาเพราะระยะทางไกล และเสียเวลาทำมาหากิน

เบื้องต้น จึงให้ ร.ต.ท.วสุธร เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายประเสริฐพร รวม 3 ข้อหาคือ 1.จอดรถในที่ห้ามจอด 2.ขับรถโดยไม่นึกถึงอันตรายของผู้อื่น และ 3.ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ หลังจากนี้คงเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน ที่จะดำเนินการออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหาต่อไป

สลด! เครื่องบินคิวบาโหม่งโลกหลังเทกออฟ เสียชีวิตนับร้อยราย

เครื่องบินของสายการบินคิวบานา เส้นทางภายในประเทศ ระหว่างกรุงฮาวานา เมืองหลวงและเมือง Holguin ที่อยู่ทางตะวันออก พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือรวม 113 ชีวิต ตกหลังจากทะยานออกจากสนามบินนานาชาติ Jose Marti เมื่อวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น เบื้องต้นคาดว่าน่าจะมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

ทั้งนี้ ตามรายงานของ AP ระบุว่า เครื่องบินโบอิ้ง 737 ลำนี้มีผู้โดยสาร 104 คน และลูกเรืออีก 9 คน แต่ผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่า มีผู้รอดชีวิตจากเที่ยวบินมรณะอย่างน้อย 3 คน ซึ่งทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยอาการสาหัส

ขณะที่ทีมนักผจญเพลิงเร่งเข้าควบคุมไฟที่ลุกท่วมเครื่องบินโบอิ้ง 737 ที่ตกบริเวณไร่ต้นยูคาลิปตัสใกล้สนามบินหลังขึ้นบินไปได้ไม่นาน โดยมีประธานาธิบดี Miguel Diaz-Canel ที่รุดไปยังจุดเกิดเหตุพร้อมกับทีมกู้ภัย และครอบครัวของผู้โดยสารที่รอฟังข่าวในพื้นที่กันเป็นจำนวนมาก

อุบัติเหตุทางการบินครั้งล่าสุดในคิวบา เกิดขึ้นเพียง 1 วัน หลังจากที่รองประธานาธิบดี Salvador Valdes Mesa ของคิวบา เรียกเจ้าหน้าที่ของสายการบินคิวบานาไปหารือถึงปัญหาการให้บริการจากเที่ยวบินล่าช้าและยกเลิกบ่อยครั้ง และพบว่าสายการบินคิวบานา มีรายงานการใช้เครื่องบินเก่ารวมถึงเครื่องบินปลดระวางมาตลอดหลายเดือน เพื่อทดแทนเครื่องบินที่มีปัญหาด้านเครื่องยนต์

โดยอุบัติเหตุครั้งนี้ถือเป็นโศกนาฏกรรมด้านอากาศยานที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 8 ปีของคิวบา นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2553 ที่เกิดเหตุเครื่องบินสายการบิน AeroCaribbean ตกทางตอนกลางของประเทศ คร่าชีวิต 68 ราย

“ได้เรียกกูมั้ย” ชนวนเหตุวัยรุ่นดวลปืนสนั่นหน้าร้านผัดไทย ดับ 1 เจ็บ 1

เมื่อเวลา 22.40 น. วันที่ 17 พ.ค. 61 พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร บ้านเป็ด พร้อมด้วยกำลังตำรวจสืบสวน เข้าตรวจสอบเหตุยิงกันเสียชีวิต บริเวณถนนสายบ้านกอก-มหาวิทยาลัยภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ ตำบล บ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น razormind.org

ที่เกิดเหตุบนถนนพบศพผู้เสียชีวิตถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาดเข้าที่บริเวณจมูก ใกล้กันพบอาวุธปืนลูกโม่ตกอยู่ 1 กระบอก ตำรวจได้เก็บไว้เป็นหลักฐาน

ต่อมาทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือนายคมเพชร นาคแว่น อายุ 19 ปี เป็นชาวบ้านหนองหลุบ ตำบลแดงใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นหญิงถูกลูกกระสุนปืนเฉียดที่ขยับหัว เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลขอนแก่น

จากการสอบถามนายเอกชัย พรมลี อายุ 27 ปี และนางสาวลลิตา กลีบรอบ อายุ 27 ปี ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ช่วงเกิดเหตุได้เห็นผู้เสียชีวิตได้ขับรถจักรยานยนต์มาจอดที่หน้าร้านผัดไทย เพื่อสั่งผัดไทยไปรับประทาน

ขณะนั้นได้สังเกตุเห็นรถจักรยานยนต์ 2 คัน ได้ขับมาจากทางบ้านกอกเป็นผู้ชาย 2 คนและผู้หญิง 1 คน จำได้ว่าเป็นชายหุ่นสันทัดทรงผมสกิลเฮด แล้วได้ขับผ่านไปแล้ววนมาหาผู้เสียชีวิต แล้วขับรถมาจอดข้างรถผู้เสียชีวิต

พร้อมกับมีการถามว่าได้เรียกชื่อมั้ย โดยมีการถืออาวุธมาคุยถามกันด้วยน้ำเสียงที่ท้าทาย จากนั้นผู้เสียชีวิตเห็นท่าไม่ดีได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่อีกฝ่ายก่อน แต่ก็ถูกยิงสวนก่อนที่จะวิ่งไป นอนเสียชีวิตกลางถนน

ขณะที่เพื่อนผู้เสียชีวิตได้ถูกกระสุนยิงเฉี่ยวที่แขนถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลขอนแก่น นอกจากนี้ยังพบว่าคู่กรณีได้ถูกยิงด้วยเช่นกันเพราะตนเองสังเกตเห็นผู้ชายมีการจับที่ท้อง

ด้าน พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบ้านเป็ด ได้ส่งกำลังตำรวจชุดสืบสวนหาเบาะแสคู่กรณีที่ดวลปืนกันแล้ว โดยให้ไปเช็คตามคลีนิคโรงพยาบาลทั้งของรัฐและของเอกชนเพราะคาดว่าจะไปรักษาอาการบาดเจ็บ ซึ่งตำรวจอยู่ในระหว่างติดตามหามือปืนรายนี้แล้ว

หลวงตาออกบิณฑบาตถูก “พิตบูล” 7 ตัวรุมขย้ำ เล่านาทีชีวิตคิดว่าคงไม่รอด

พระสงฆ์วัย 68 ปี เดินบิณฑบาตตอนเช้า ถูกสุนัขพันธ์ุอเมริกันพิทบูล 7 ตัวรุมกัด เป็นแผล 50 แผล โชคดีเจ้าหน้าที่ช่วยได้ทัน

จากกรณีที่เพจเฟซบุ๊กชื่อ “ตำรวจภูธรสมุทรสงคราม” ได้เผยแพร่เหตุการณ์สุนัขพิตบูลเกือบ 10 ตัวรุมกัดพระชราภาพขณะเดินบิณฑบาต เหตุเกิดภายในซอยบ้านบางหัวกรวดหมู่ 5 ตำบลท้ายหาด อำเภอเมืองสมุทรสงคราม เมื่อช่วงเช้าวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น

ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้ประสานนายดิเรก มาฆะธรรม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ตำบลท้ายหาด ซึ่งพาไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุบริเวณดังกล่าว ซึ่งอยู่ในซอยบ้านบางหัวกรวด ซึ่งอยู่เยื้องกับโรงเรียนท้ายหาด โดยซอยดังกล่าวเป็นซอยขนาดเล็กซึ่งเป็นทางเข้าสถานปฏิบัติธรรมหลวงพ่อบ้านแหลมบางหัวกรวด พบหญ้าข้างทางมีร่องรอยถูกทับราบเรียบ

นายดิเรก กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อเช้าวานนี้ ขณะที่พระครูสมุห์คณิศร ปัญญาวิชุโร เจ้าสถานปฏิบัติธรรมหลวงพ่อบ้านแหลม เดินผ่านจุดเกิดเหตุลูกสุนัขวิ่งไล่ก่อนตัวแรก พระก็พยายามกันและถอยจนล้ม จากนั้นสุนัขพันธ์ุอเมริกันพิตบูลก็รุมฟัด ซึ่งจากการตรวจสอบสุนัขดังกล่าวเป็นของ นายสมาน ช่างทำสีรถยนต์ วันเกิดเหตุออกไปซื้อของที่ตลาดนัด จึงไม่อยู่บ้าน และขังสุนัขไว้ในบริเวณรอบๆ บ้าน ซึ่งมีรั้วรอบขอบชิด แต่ด้วยความซุกซนจึงมุดริ้วหนีออกมาเดินข้างถนน ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ขณะที่ชาวบ้านเดินบ้านบริเวณนี้เคราะห์ดียังไล่ไปได้ทัน อย่างไรก็ตาม ตนได้ประสานไปยังเจ้าของขอให้หากรงขังให้มิดชิดเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นมาอีก

จากนั้นผู้สื่อข่าวได้ติดตามพระสงฆ์เคราะห์ร้ายดังกล่าวจนทราบว่าคือพระครูสมุห์คณิศร ปัญญาวิชุโร เจ้าสถานปฏิบัติธรรมหลวงพ่อบ้านแหลม ซึ่งเข้าพักรักษาตัวในหอผู้ป่วยศัลยกรรมหญิง อาคารรวมใจเอื้อ โดยมีทีมแพทย์พยาบาลให้การดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด

พระครูสมุห์คณิศร กล่าวว่า “ทุกเช้าอาตมาจะเดินผ่านเส้นทางนี้ออกมาบิณฑบาต ก่อนเกิดเหตุตนเดินมาก็เห็นสุนัขฝูงใหญ่ 7 ตัว ยืนอยู่ริมถนน จึงเดินเลี่ยงมาฝั่งตรงข้าม จู่ๆ สุนัขฝูงนี้ก็เข้ามารุมกัดจนอาตมาล้มลง ก็ทำใจแล้วว่าคงไม่รอด กระทั่งมีคนเข้ามาช่วยนำส่งโรงพยาบาล ซึ่งเจ้าของก็ตามมารับผิดชอบทั้งหมด และแจ้งอาตมาว่า เขาก็ขังสุนัขไว้ในบริเวณบ้าน แต่วันเกิดเหตุไม่อยู่บ้าน สุนัขจึงมุดรั้วออกมานอกบ้าน อาตมาไม่อยากโทษใครก็คิดว่าทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่ก็ขอฝากทุกคนที่เลี้ยงสุนัขขอให้ขังให้ดีอย่าปล่อยออกมาสร้างความเดือดร้อนคนอื่น”

นายวัชระ จันเจริญกิจ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้ากล่าวว่าพระครูสมุห์คณิศร เข้ารักษาตัวด้วยอาการถูกสุนัขรุมกัด เจ้าหน้าที่จึงช่วยกันตรวจรักษาพบว่ามีบาดแผล 50 แผล ส่วนใหญ่เป็นรอยเขี้ยวเล็กน้อย และมีแผลฉีกขาดจำเป็นต้องเย็บ 20 เข็ม และต้องล้างแผลทุกวัน นอกจากนี้ยังฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าให้แล้ว อย่างไรก็ตามหากแผลไม่ติดเชื้อ จะรักษาตัวในโรงพยาบาลไม่เกิน 1 สัปดาห์

บุกยิงพ่อค้าผลไม้ เมืองยะลา ดับคาบ้าน คาดปมธุรกิจมืด

แก๊งคนร้ายบุกยิงหัวพ่อค้าผลไม้ เมืองยะลา ดับคาบ้าน หลังมีปากเสียงกัน คาดขัดแย้งผลประโยชน์ธุรกิจมืด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.อ.กฤษดาชัย อาจหาญ รอง สว.(สอบสวน) สภ.รามัน รับแจ้งจากศูนย์วิทยุว่า เกิดเหตุยิงกันมีผู้เสียชีวิตที่บ้านหลังหนึ่ง หมู่ 2 บ้านกาลอ ต.กาลอ อ.รามัน จ.ยะลา ต่อมาได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 ฝ่าย รุดไปสอบสวน

ที่เกิดเหตุอยู่ภายในห้องโถงหลังบ้าน พบศพ นายการีมาน อายุ 37 ปี เจ้าของบ้านถูกยิงด้วยอาวุธปืนพกสั้นไม่ทราบขนาดที่ศีรษะ 1 นัด กระสุนทะลุท้ายทอย นอนเสียชีวิตจมกองเลือดอยู่บนพื้น พบร่องรอยการต่อสู้ในที่เกิดเหตุ ไม่พบปลอกกระสุนปืนหรือหลักฐานอื่น เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบและเก็บรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ

จากการสอบสวนทราบว่า นายการีมาน ผู้ตาย มีอาชีพค้าขายผลไม้ตามตลาดนัด ได้ไปเช่าบ้านหลังที่เกิดเหตุ ก่อนหน้านั้นเวลาประมาณ 05.00 น. ที่ผ่านมา นายการีมาน ได้พูดคุยโทรศัพท์คาดว่าเป็นของคนร้ายที่โทรมาพูดคุยธุรกิจบางอย่างที่ไม่เปิดเผย

หลังจากนั้นชั่วครู่ใหญ่ มีพยานเห็นกลุ่มคนร้ายจำนวนหนึ่ง ขับขี่รถปิกอัพและรถจักรยานยนต์เดินทางมาจอดหน้าบ้าน นายการีมาน แล้วเดินเข้าไปข้างบ้าน ซึ่งอยู่ติดสวนยางพารา พูดคุยถกเถียงกันครู่หนึ่งจนเกิดทะเลาะกัน กลุ่มคนร้ายจึงได้ใช้อาวุธปืนยิงศีรษะ นายการีมาน จนล้มลงนอนแน่นิ่ง แล้วได้พากันหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

ส่วนสาเหตุเจ้าหน้าที่คาดว่า เป็นการขัดแย้งผลประโยชน์ทางธุรกิจที่ไม่เปิดเผย เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สืบสวนติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป

หนุ่มใหญ่ใส่ชุดจิตอาสาเต็มยศ ซดยาพิษตายริมถนน ทิ้งจดหมายสั่งลา

หนุ่มใหญ่ชาวชัยนาท สวมใส่ชุดจิตอาสาเต็มยศ ก่อนมาจอดรถที่ศาลาริมทาง แล้วซดยาฆ่าแมลง-วางจดหมายสั่งลาเอาไว้ คาดเครียดเพราะถูกกลั่นแกล้งเป็นคดี

(12 พ.ค.) ร.ต.อ.เฉลิมชัย ปานธรรม รอง สว.(สอบสวน) สภ.สรรคบุรี อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท ได้รับแจ้งเหตุคนเสียชีวิตที่บริเวณ ศาลาหน้าวัดท่าสมอริมถนนชัยนาท-ชัณสูตร ม.1ต.บางขุด อสรรคบุรี จ.ชัยนาท รุดตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่อาสามูลนิธิร่วมกตัญญูจังหวัดชัยนาทและแพทย์เวรโรงพยาบาลสรรคบุรี

ที่เกิดเหตุพบศพ นายเต็ม อายุ 54 ปี สวมใส่ชุดจิตอาสาแบบเต็มยศ มีทั้งหมวก ผ้าพันคอ และเสื้อพระราชทาน นอนเสียชีวิตอยู่ที่ระแนงไม้ทางเข้าศาลาริมถนน ข้างกันพบรถนิสสัน บิ๊กเอ็ม สีเทา จอดเปิดประตูฝั่งซ้ายอยู่ ภายในรถพบยาฆ่าแมลงยี่ห้อหนึ่งสลากสีเหลืองใส่ถุงวางอยู่

อีกทั้งยังพบกระดาษเขียนลายมือด้วยปากกาสีแดงเป็นจดหมายลาตาย เย็บติดไว้กับปฏิทินพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10

จากการสอบสวนทราบว่าผู้เสียชีวิตมีอาชีพขายอาหารตามสั่ง ช่วงเช้าก่อนเกิดเหตุได้ขับรถไปส่งภรรยาก่อน แล้วบอกว่าจะย้อนกลับมาเอาของ จากนั้นจึงมาก่อเหตุดังสลดดังกล่าวขึ้นที่ศาลา ซึ่งทางญาติไม่ติดใจในสาเหตุการตายจึงส่งมอบเพื่อนำไปประกอบพิธีกรรมทางศานาต่อไป ส่วนเรื่องคดีความนั้นทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

นางชูชีพ อายุ 56 ปี ภรรยาของผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า สามีน่าจะเครียดจากกรณีที่มีญาติที่จังหวัดลพบุรี ได้ส่งเงินมาให้เป็นจำนวนแสนกว่าบาท เพื่อให้หาซื้อที่ดินให้ แต่ก็หาให้ไม่ได้ กระทั่งต่อมาถูกฟ้องว่าฉ้อโกง ตนพยายามจะหาเงินมาคืนให้ แต่ฝ่ายเขาไม่ยอม พยายามบีบบังคับแจ้งความเป็นคดีอาญาจะเอาผิดให้ได้ ทำให้สามีมีอาการเครียดอยู่หลายวัน

ป้าโดนขู่ยกพวกฆ่ารุมโทรม เหตุเพราะเป็นพยานให้ตำรวจถูกต่อย

ป้าแม่ค้าผวาดผวา หลังเป็นพยานปากเอกให้ตำรวจจราจรถูกต่อย เพราะปมแจกใบสั่งให้ เข้าร้องทุกข์เพราะถูกข่มขู่ถึงร้านข้าวแกง เตรียมจัดงานศพให้ตัวเอง-จะยกพวกมารุมโทรม

จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.มาบตาพุด จ.ระยอง ถูกทำร้ายต่อยเข้าเบ้าตาได้รับบาดเจ็บ เพราะผู้ขับขี่รถกระบะคันหนึ่งไม่พอใจที่ได้รับใบสั่ง เพียงแค่แวะจอดในที่ห้ามจอดลงไปซื้อของเพียงครู่เดียว กลายเป็นประเด็นวิวาทลั่นโรงพัก ตามข่าวที่รายงานไปแล้วนั้น razormind.org

ล่าสุดเมื่อเวลา 11.00 น. ที่ผ่านมา ร.ต.อ.นิธินันท์ ศรีรุต รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.มาบตาพุด จ.ระยอง ได้รับแจ้งจาก น.ส.สนันธา หรือ ป้าจ่อย อายุ 56 ปี ระบุว่าถูกข่มขู่และคุกคามสิทธิมนุษยชน สืบเนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะตนเป็นแม่ค้าที่อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุ และเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด จึงเป็นพยานให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกต่อยทำร้าย ทำให้คู่กรณีของตำรวจเกิดความไม่พอใจ

โดยในช่วงเช้าของวันนี้ เวลาประมาณ 09.00 น. ปรากฏว่าถูกคู่กรณีในเหตุที่เกิดขึ้น เข้ามาข่มขู่และคุกคาม พร้อมกับใช้อาวุธ ใช้มีดจี้ที่เอว แล้วพูดว่าเตรียมเอาไว้ 10 ล้าน สำหรับจ่ายค่าให้การเท็จ อีกทั้งยังข่มขู่เตรียมถูกยกพวกมารุมโทรมและทำอนาจารในอีก 3 วัน แลรอฟังเพลงธรณีกรรแสงไว้ได้เลย “รับรองมึงได้ฟังแน่ ปากมึงอย่างนี้” คู่กรณีได้กล่าวทิ้งทาย

ป้าจ่อย ยังได้กล่าวต่อด้วยสีหน้าที่ตกใจว่า เหตุที่เกิดขึ้นทำให้ตนเดือดร้อน ไม่สามารถทำมาค้าขายตามปกติได้ และต้องย้ายไปพักอาศัยที่อื่นก่อนเพื่อความปลอดภัย ตอนนี้ก็ขอพักที่โรงพักก่อน ส่วนช่วงเย็นจะรอหลานสาวมารับ เพราะเกรงกลัวภัยและผู้มีอิทธิพล

ขณะที่ชุดสืบสวน สภ.มาบตาพุด ได้กล่าวว่า ในคดีนี้ไม่ต้องห่วงจะดูแลความปลอดภัยของป้าจ่อยเป็นอย่างดี ทางด้าน ร.ต.อ.นิธิรันท์ ศรีรุต รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.มาบตาพุด จึงได้รับแจ้งความไว้ พร้อมกับจะได้เรียกคู่กรณีของ ร.ต.อ.วิทยา วุฒิพันธ์ รองสารวัตร (จราจร) สภ.มาบตาพุด จ.ระยอง มาสอบสวนในเร็ววันนี้เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

ชีวิตวิบากกรรม “เผ่าซาไก” เกิดมายังไม่เคยแม้ได้รับเบี้ยคนจน

ล้วงลึกเข้าป่าเยี่ยมชนเผ่าซาไก อ.ปะเหลียน อยู่ในหุบเลวลึกกลางเขา กว่า 30 ชีวิตไม่เคยได้รับเงินจากงบประมาณช่วยเหลือใดๆ ใช้วิถีชีวิตคนป่าดั้งเดิม ลูกหลานก็ไม่ได้เรียน เพราะต้องทำมาหากิน

(10 พ.ค.) นายสมโชค หนูวงษ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 14 อ.ปะเหลียน จ.ตรัง พร้อมด้วยเพื่อนบ้านเดินทางไปเยี่ยม ชนเผ่าเงาะป่าซาไกในพื้นที่ป่าใกล้เคียงหมู่บ้าน ซึ่งการเดินทางจะต้องอาศัยรถจักรยานยนต์ขับขี่ไปตามเส้นทางขึ้นลงภูเขาคดเคี้ยว บนแนวเขาบรรทัดติดช่วงรอยต่อกับ จ.สตูล galaxyslotonline.net

โดยคณะผู้ใหญ่บ้านได้เดินทางไปเยี่ยม นายบ่าว ศรีสันติราษฎร์ อายุ 32 ปี หัวหน้าเผ่าเงาะป่าซาไกในพื้นที่หมู่ที่ 14 ต.ปะเหลียน ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกอยู่ราวๆ 30 คน และยังคงใช้ชีวิตแบบซาไกดั้งเดิม อาศัยเอาใบไม้ กิ่งไม้ มาสร้างเป็นที่อยู่อาศัย หรือเรียกว่า ”ทับ” ไม่มีทั้งน้ำประปาและไฟฟ้า หาเลี้ยงชีพด้วยการหาของป่ามากิน เผาหมกย่าง-เผือกมัน และล่าสัตว์ป่า หากมีเวลาว่าง ชาวซาไกก็จะออกหาของป่านำไปขาย หรือนำไปแลกอาหารกับชาวบ้าน

ผู้นำชนเผ่าซาไก บอกว่ามาตั้งทับที่นี้นานกว่า 10 ปี ยังไม่เคยได้รับความช่วยเหลือใดๆ จากหน่วยงานราชการ ยกเว้นแต่ผู้นำชุมชนในพื้นที่ ซึ่งอยู่ใกล้กับที่อยู่ของพวกตนมากที่สุด โดยเข้าใจว่าถนนหนทางค่อนข้างลำบาก ต้องอาศัยการเดินเท้าระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร หรือใช้รถจักรยานยนต์ที่ต้องให้คนที่ชำนาญเส้นทางเท่านั้น เพราะบางช่วงบางตอนถนนจะเท่ากับทางรถจักรยานยนต์และขนานไปกับเหวลึก จึงทำให้คนทั่วไปไม่สามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือได้

นายบ่าว ศรีสันติราษฎร์ หัวหน้าเผ่าเงาะป่าซาไก เล่าว่า ชุมชนของตนมีทั้งหมดกว่า 30 คน ไม่เคยมีหนังสือทางราชการมาถึงหรืองบประมาณใดๆ มาถึงพวกตน โดยเฉพาะงบประมาณจากศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ตรัง พวกตนต้องหารายได้จากการหาของป่ามาขายเพื่อนำไปแลกมา แต่ก็ไม่เคยได้สักครั้ง

ส่วนเงินช่วยเหลือคนจนนั้น เคยได้ยินชาวบ้านเขาพูดให้ฟัง แต่พวกตนก็ไม่เคยได้รับ หากจะให้มาใช้ชีวิตเหมือนคนเมืองหรือไม่นั้นยังต้องคิดดูก่อน โดยยอมรับว่าลูกๆ และในคนชนเผ่าไม่มีใครได้เรียนหนังสือ เพราะต้องใช้เวลาไปกับการทำมาหากิน จนไม่มีเวลารับส่งลูกไปโรงเรียนที่อยู่ห่างไกล จึงวอนขอความช่วยเหลือกับคุณภาพชีวิตด้วย

ขณะที่ นายสมโชค หนูวงษ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 14 ต.ปะเหลียน กล่าวว่า เผ่าเงาะป่าซาไกที่นี่ยังไม่เคยได้รับเงินช่วยเหลือจากศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ตรัง แม้แต่ครั้งเดียว และยังไม่เคยมีเจ้าหน้าที่เดินทางมาติดต่อให้การช่วยเหลือ แต่ก็มีความหวังในเรื่องเงินเบี้ยผู้สูงอายุ ที่หลังจากทำบัตรประชาชนแล้ว ผู้สูงอายุในพื้นที่แห่งนี้จะได้เข้าโครงการเป็นปีแรก คาดว่าเดือนตุลาคมนี้น่าจะได้รับเงินผู้สูงอายุช่วยเหลือ