ตำรวจจราจรพัทยา เปิดใจ ถีบรถแท็กซี่ เพราะป้องกันตัวจากการถูกชน

จากกรณีมีคลิปวีดีโอเผยแพร่ในโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นภาพเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เข้าทำการจับกุมรถแท็กซี่ สีชมพูคันหนึ่ง ซึ่งจอดในที่ห้ามจอด (ขาว-แดง) ริมถนนพัทยาสาย 2

โดยช่วงแรกของคลิปเป็นภาพการพูดคุยเจรจา ระหว่างตำรวจจราจรนายหนึ่งและคนขับแท็กซี่ที่นั่งอยู่ในรถ กระทั่งมีพนักงานคอกรถนำเครื่องล็อคล้อมาและจะทำการล็อคล้อแท็กซี่คันดังกล่าว แต่แท็กซี่พยายามจะขับรถออกจากจุดที่จอด แต่ก็มีรถสองแถวมาจอดขวาง ทำให้ไม่สามารถขับออกไปได้

ตำรวจจราจรคนดังกล่าวจึงเข้าไปพูดคุยอีกครั้ง แต่คนขับแท็กซี่ไม่ยอมลงจากรถ ตำรวจจราจรจึงถีบที่ประตูฝั่งคนขับไป 2 ครั้ง รถแท็กซี่จึงตัดสินใจถอยหลังและหักพวงมาลัยขับหลบสองแถว ที่จอดขวางทางอยู่ออกไปอย่างรวดเร็ว โดยภายหลังคลิปดังกล่าวแพร่ออกไปทำให้คนในโลกออนไลน์ต่างวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา

ความคืบหน้าล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (20 พ.ค.) ร.ต.ท.วสุธร รอง สว.จร.สภ.เมืองพัทยา ได้ออกมายอมรับกับผู้สื่อข่าวว่า ตำรวจจราจรที่ปรากฏในคลิปนั้นคือตนเอง ก่อนเปิดเผยว่า ขณะปฏิบัติหน้าที่กวดขันวินัยจราจรอยู่บนถนนพัทยาสาย 2 จนไปถึงบริเวณหน้าโรงแรมแห่งหนึ่ง ย่านพัทยากลาง

ตนพบรถแท็กซี่คันดังกล่าว จอดดับเครื่องยนต์อยู่ริมถนนซึ่งเป็นจุดที่ห้ามจอด (ขาว-แดง) จึงแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานและขอดูใบอนุญาตขับขี่ แต่คนขับกลับส่งใบสั่งที่ถูกจับในข้อหาใบขับขี่หมดอายุให้ดู

ตนจึงถือว่าคนขับแท็กซี่ไม่มีใบขับขี่ และจะทำการออกใบสั่ง แต่คนขับไม่ยอมรับข้อหา แถมยังพูดท้าทายและไม่ยอมรถจากรถ ซ้ำยังพยายามจะขับรถหลบหนี มีบังเอิญมีสองแถวมาจอดขวางเลยไปไม่ได้

ในระหว่างที่พนักงานคอกรถจะนำเครื่องล็อคล้อไปทำการล็อคล้อหลังอยู่นั้น จู่ๆ คนขับรถแท็กซี่ก็เหยียบคันเร่งพุ่งตัวออกไป จนเครื่องล็อดล้อกระเด็น ตนเกรงว่าจะถูกรถเฉี่ยวจึงใช้เท้าถีบตัวรถเพื่อให้พ้นจากการถูกเฉี่ยวชน เป็นการป้องกันตัวเองไม่ให้ได้รับบาดเจ็บตามยุทธวิธี

ด้าน พ.ต.ต.อรุษ สภานนท์ สว.จร.สภ.เมืองพัทยา เปิดเผยว่า หลังทราบเรื่องจึงสั่งการให้ ร.ต.ท.วสุธร ทำรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร เบื้องต้น จากการสอบถามด้วยวาจาทราบว่า รถแท็กซี่คันดังกล่าวเดินทางมาจากกรุงเทพฯ มาส่งผู้โดยสารที่เมืองพัทยา

และจอดรอรับลูกค้าขาจรที่อาจจะมาใช้บริการโดยสารเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นจุดที่ห้ามจอด ระหว่างนั้น ร.ต.ท.วสุธร ขับผ่านมาเห็นจึงจะทำการออกใบสั่ง แต่คนขับรถแท็กซี่ไม่ยอมรับข้อกล่าวหาและขับรถหนีไป

ภายหลังจึงโทรศัพท์ติดต่อไปที่อู่รถและได้มีการพูดคุยกับคนขับทราบชื่อ นายประเสริฐพร (ขอสงวนนามสกุล) เพื่อให้เดินทางมาพูดคุยกันที่ สภ.เมืองพัทยา แต่นายประเสริฐพร อ้างว่าไม่อยากมาเพราะระยะทางไกล และเสียเวลาทำมาหากิน

เบื้องต้น จึงให้ ร.ต.ท.วสุธร เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายประเสริฐพร รวม 3 ข้อหาคือ 1.จอดรถในที่ห้ามจอด 2.ขับรถโดยไม่นึกถึงอันตรายของผู้อื่น และ 3.ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ หลังจากนี้คงเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน ที่จะดำเนินการออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหาต่อไป

สลด! เครื่องบินคิวบาโหม่งโลกหลังเทกออฟ เสียชีวิตนับร้อยราย

เครื่องบินของสายการบินคิวบานา เส้นทางภายในประเทศ ระหว่างกรุงฮาวานา เมืองหลวงและเมือง Holguin ที่อยู่ทางตะวันออก พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือรวม 113 ชีวิต ตกหลังจากทะยานออกจากสนามบินนานาชาติ Jose Marti เมื่อวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น เบื้องต้นคาดว่าน่าจะมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

ทั้งนี้ ตามรายงานของ AP ระบุว่า เครื่องบินโบอิ้ง 737 ลำนี้มีผู้โดยสาร 104 คน และลูกเรืออีก 9 คน แต่ผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่า มีผู้รอดชีวิตจากเที่ยวบินมรณะอย่างน้อย 3 คน ซึ่งทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยอาการสาหัส

ขณะที่ทีมนักผจญเพลิงเร่งเข้าควบคุมไฟที่ลุกท่วมเครื่องบินโบอิ้ง 737 ที่ตกบริเวณไร่ต้นยูคาลิปตัสใกล้สนามบินหลังขึ้นบินไปได้ไม่นาน โดยมีประธานาธิบดี Miguel Diaz-Canel ที่รุดไปยังจุดเกิดเหตุพร้อมกับทีมกู้ภัย และครอบครัวของผู้โดยสารที่รอฟังข่าวในพื้นที่กันเป็นจำนวนมาก

อุบัติเหตุทางการบินครั้งล่าสุดในคิวบา เกิดขึ้นเพียง 1 วัน หลังจากที่รองประธานาธิบดี Salvador Valdes Mesa ของคิวบา เรียกเจ้าหน้าที่ของสายการบินคิวบานาไปหารือถึงปัญหาการให้บริการจากเที่ยวบินล่าช้าและยกเลิกบ่อยครั้ง และพบว่าสายการบินคิวบานา มีรายงานการใช้เครื่องบินเก่ารวมถึงเครื่องบินปลดระวางมาตลอดหลายเดือน เพื่อทดแทนเครื่องบินที่มีปัญหาด้านเครื่องยนต์

โดยอุบัติเหตุครั้งนี้ถือเป็นโศกนาฏกรรมด้านอากาศยานที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 8 ปีของคิวบา นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2553 ที่เกิดเหตุเครื่องบินสายการบิน AeroCaribbean ตกทางตอนกลางของประเทศ คร่าชีวิต 68 ราย

ป้าโดนขู่ยกพวกฆ่ารุมโทรม เหตุเพราะเป็นพยานให้ตำรวจถูกต่อย

ป้าแม่ค้าผวาดผวา หลังเป็นพยานปากเอกให้ตำรวจจราจรถูกต่อย เพราะปมแจกใบสั่งให้ เข้าร้องทุกข์เพราะถูกข่มขู่ถึงร้านข้าวแกง เตรียมจัดงานศพให้ตัวเอง-จะยกพวกมารุมโทรม

จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.มาบตาพุด จ.ระยอง ถูกทำร้ายต่อยเข้าเบ้าตาได้รับบาดเจ็บ เพราะผู้ขับขี่รถกระบะคันหนึ่งไม่พอใจที่ได้รับใบสั่ง เพียงแค่แวะจอดในที่ห้ามจอดลงไปซื้อของเพียงครู่เดียว กลายเป็นประเด็นวิวาทลั่นโรงพัก ตามข่าวที่รายงานไปแล้วนั้น razormind.org

ล่าสุดเมื่อเวลา 11.00 น. ที่ผ่านมา ร.ต.อ.นิธินันท์ ศรีรุต รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.มาบตาพุด จ.ระยอง ได้รับแจ้งจาก น.ส.สนันธา หรือ ป้าจ่อย อายุ 56 ปี ระบุว่าถูกข่มขู่และคุกคามสิทธิมนุษยชน สืบเนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะตนเป็นแม่ค้าที่อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุ และเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด จึงเป็นพยานให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกต่อยทำร้าย ทำให้คู่กรณีของตำรวจเกิดความไม่พอใจ

โดยในช่วงเช้าของวันนี้ เวลาประมาณ 09.00 น. ปรากฏว่าถูกคู่กรณีในเหตุที่เกิดขึ้น เข้ามาข่มขู่และคุกคาม พร้อมกับใช้อาวุธ ใช้มีดจี้ที่เอว แล้วพูดว่าเตรียมเอาไว้ 10 ล้าน สำหรับจ่ายค่าให้การเท็จ อีกทั้งยังข่มขู่เตรียมถูกยกพวกมารุมโทรมและทำอนาจารในอีก 3 วัน แลรอฟังเพลงธรณีกรรแสงไว้ได้เลย “รับรองมึงได้ฟังแน่ ปากมึงอย่างนี้” คู่กรณีได้กล่าวทิ้งทาย

ป้าจ่อย ยังได้กล่าวต่อด้วยสีหน้าที่ตกใจว่า เหตุที่เกิดขึ้นทำให้ตนเดือดร้อน ไม่สามารถทำมาค้าขายตามปกติได้ และต้องย้ายไปพักอาศัยที่อื่นก่อนเพื่อความปลอดภัย ตอนนี้ก็ขอพักที่โรงพักก่อน ส่วนช่วงเย็นจะรอหลานสาวมารับ เพราะเกรงกลัวภัยและผู้มีอิทธิพล

ขณะที่ชุดสืบสวน สภ.มาบตาพุด ได้กล่าวว่า ในคดีนี้ไม่ต้องห่วงจะดูแลความปลอดภัยของป้าจ่อยเป็นอย่างดี ทางด้าน ร.ต.อ.นิธิรันท์ ศรีรุต รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.มาบตาพุด จึงได้รับแจ้งความไว้ พร้อมกับจะได้เรียกคู่กรณีของ ร.ต.อ.วิทยา วุฒิพันธ์ รองสารวัตร (จราจร) สภ.มาบตาพุด จ.ระยอง มาสอบสวนในเร็ววันนี้เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

ชีวิตวิบากกรรม “เผ่าซาไก” เกิดมายังไม่เคยแม้ได้รับเบี้ยคนจน

ล้วงลึกเข้าป่าเยี่ยมชนเผ่าซาไก อ.ปะเหลียน อยู่ในหุบเลวลึกกลางเขา กว่า 30 ชีวิตไม่เคยได้รับเงินจากงบประมาณช่วยเหลือใดๆ ใช้วิถีชีวิตคนป่าดั้งเดิม ลูกหลานก็ไม่ได้เรียน เพราะต้องทำมาหากิน

(10 พ.ค.) นายสมโชค หนูวงษ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 14 อ.ปะเหลียน จ.ตรัง พร้อมด้วยเพื่อนบ้านเดินทางไปเยี่ยม ชนเผ่าเงาะป่าซาไกในพื้นที่ป่าใกล้เคียงหมู่บ้าน ซึ่งการเดินทางจะต้องอาศัยรถจักรยานยนต์ขับขี่ไปตามเส้นทางขึ้นลงภูเขาคดเคี้ยว บนแนวเขาบรรทัดติดช่วงรอยต่อกับ จ.สตูล galaxyslotonline.net

โดยคณะผู้ใหญ่บ้านได้เดินทางไปเยี่ยม นายบ่าว ศรีสันติราษฎร์ อายุ 32 ปี หัวหน้าเผ่าเงาะป่าซาไกในพื้นที่หมู่ที่ 14 ต.ปะเหลียน ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกอยู่ราวๆ 30 คน และยังคงใช้ชีวิตแบบซาไกดั้งเดิม อาศัยเอาใบไม้ กิ่งไม้ มาสร้างเป็นที่อยู่อาศัย หรือเรียกว่า ”ทับ” ไม่มีทั้งน้ำประปาและไฟฟ้า หาเลี้ยงชีพด้วยการหาของป่ามากิน เผาหมกย่าง-เผือกมัน และล่าสัตว์ป่า หากมีเวลาว่าง ชาวซาไกก็จะออกหาของป่านำไปขาย หรือนำไปแลกอาหารกับชาวบ้าน

ผู้นำชนเผ่าซาไก บอกว่ามาตั้งทับที่นี้นานกว่า 10 ปี ยังไม่เคยได้รับความช่วยเหลือใดๆ จากหน่วยงานราชการ ยกเว้นแต่ผู้นำชุมชนในพื้นที่ ซึ่งอยู่ใกล้กับที่อยู่ของพวกตนมากที่สุด โดยเข้าใจว่าถนนหนทางค่อนข้างลำบาก ต้องอาศัยการเดินเท้าระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร หรือใช้รถจักรยานยนต์ที่ต้องให้คนที่ชำนาญเส้นทางเท่านั้น เพราะบางช่วงบางตอนถนนจะเท่ากับทางรถจักรยานยนต์และขนานไปกับเหวลึก จึงทำให้คนทั่วไปไม่สามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือได้

นายบ่าว ศรีสันติราษฎร์ หัวหน้าเผ่าเงาะป่าซาไก เล่าว่า ชุมชนของตนมีทั้งหมดกว่า 30 คน ไม่เคยมีหนังสือทางราชการมาถึงหรืองบประมาณใดๆ มาถึงพวกตน โดยเฉพาะงบประมาณจากศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ตรัง พวกตนต้องหารายได้จากการหาของป่ามาขายเพื่อนำไปแลกมา แต่ก็ไม่เคยได้สักครั้ง

ส่วนเงินช่วยเหลือคนจนนั้น เคยได้ยินชาวบ้านเขาพูดให้ฟัง แต่พวกตนก็ไม่เคยได้รับ หากจะให้มาใช้ชีวิตเหมือนคนเมืองหรือไม่นั้นยังต้องคิดดูก่อน โดยยอมรับว่าลูกๆ และในคนชนเผ่าไม่มีใครได้เรียนหนังสือ เพราะต้องใช้เวลาไปกับการทำมาหากิน จนไม่มีเวลารับส่งลูกไปโรงเรียนที่อยู่ห่างไกล จึงวอนขอความช่วยเหลือกับคุณภาพชีวิตด้วย

ขณะที่ นายสมโชค หนูวงษ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 14 ต.ปะเหลียน กล่าวว่า เผ่าเงาะป่าซาไกที่นี่ยังไม่เคยได้รับเงินช่วยเหลือจากศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ตรัง แม้แต่ครั้งเดียว และยังไม่เคยมีเจ้าหน้าที่เดินทางมาติดต่อให้การช่วยเหลือ แต่ก็มีความหวังในเรื่องเงินเบี้ยผู้สูงอายุ ที่หลังจากทำบัตรประชาชนแล้ว ผู้สูงอายุในพื้นที่แห่งนี้จะได้เข้าโครงการเป็นปีแรก คาดว่าเดือนตุลาคมนี้น่าจะได้รับเงินผู้สูงอายุช่วยเหลือ

วิกฤตเช้าวันจันทร์ “ฝนถล่มกรุง” น้ำท่วมทางด่วน อุตุฯ เตือนตกยาวถึง 12 พ.ค.

(7 พ.ค.) เกิดฝนตกหนักช่วงเช้าตรู่ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ อาทิ คลองเตย ทวีวัฒนา จองทอง บางขุนเทียน บางพลัด บางแค ห้วยขวาง สุขุมวิท ลาดพร้าว จตุจักร วังทองหลาง รวมทั้งปริมณฑล เช่น สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี ทำให้มีน้ำท่วมขังรอการระบายหลายจุด

นอกจากนี้ รายงานระบุว่า บริเวณทางด่วนรามอินทราอาจณรงค์ ช่วงทางลงด่านประชาอุทิศ ทางขึ้นด่านโยธินพัฒนา ก่อนลงเกษตรนวมินทร์ 1 กม. มีน้ำท่วมขัง 2 ช่องทางซ้าย ทำให้สภาพการจราจรติดขัดอย่างหนัก

กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศระบุว่า บริเวณประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองลดลงในระยะนี้ ส่วนภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองไว้ด้วย ช่วงวันที่ 9-12 พ.ค. บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและทะเลจีนใต้ ประกอบกับมีลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นเข้ามาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับลมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้นในช่วงวันที่ 7-12 พ.ค. ทำให้ภาคใต้มีเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง

ข้อควรระวัง ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม และขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนตกหนักไว้ด้วย

สำหรับ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในช่วงวันที่ 6-8 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ ส่วนในช่วงวันที่ 9-12 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส

ฟ้าผ่าเปรี้ยงดับ 2 คุณป้าตื่นเช้าเข้าป่าเก็บเห็ด ตำรวจมาเจออาถรรพ์ซ้ำ

คุณป้ายกแก๊งไปเก็บเห็ดในป่า เกิดฝนตกลงมาอย่างหนัก ฟ้าผ่าเปรี้ยงใส่เสียชีวิต 2 คน คาดใส่เครื่องประดับเป็นสื่อไฟฟ้า ด้านตำรวจเจออาถรรพ์ถ่ายรูปบัตรคนตายแต่ภาพไม่ติด

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ร.ต.อ.ไมตรี พากุล รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.มาบตาพุด จ.ระยอง ได้รับแจ้งจากกู้ภัยปู่ทิม อิสริโก มีคนถูกฟ้าผ่าในป่าหญ้า ด้านหลังบริษัทแห่งหนึ่ง ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง จึงประสานชุดสืบสวนและรายงานผู้บังคับบัญชา รุดไปที่เกิดเหตุ

เมื่อไปถึงพบเป็นป่าหญ้ารก ริมถนนสาย 3191 ฝั่งขาเข้าถนนสุขุมวิท เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำเข้าไปที่เกิดเหตุที่อยู่ห่างจากถนนประมาณ 500 เมตร พบจักรยานยนต์ฮอนด้เวฟ สีน้ำเงิน จอดอยู่ในป่า ห่างกันประมาณ 100 เมตร พบศพ นางไพบูลย์ อายุ 58 ปี และ นางเพียรทอง อายุ 50 ปี สภาพนอนหงายเสียชีวิตอยู่ใต้ต้นกระถินณรงค์ ที่มีความสูงกว่า 5 เมตร

ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยเคลื่อนย้ายศพเพื่อส่งโรงพยาบาลระยองเพื่อทำการชันสูตรพลิกศพนั้น ญาติผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ราย ได้เดินทางเข้ามาดูศพ ท่ามกลางมีเสียงร้องสะอื้นร่ำไห้อาลัยอาวรณ์กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นภาพแห่งความเสียใจสุดเวทนา

จากการสอบถาม นายศุภลักษ์ เจ้าหน้าที่กู้ภัยปู่ทิม อิสริโก กล่าวว่าช่วงเกิดเหตุมีฝนฟ้าคะนองตกลงมาหนักมาก มีฟ้าผ่าดังเปรี้ยงเป็นระยะๆ และขณะที่เข้าไปค้นหาผู้เสียชีวิตใช้เวลากว่าชั่วโมง จึงพบว่านอนตายคู่กันใต้ต้นกระถินณรงค์

ร.ต.อ.ไมตรี กล่าวว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 2 คนได้ออกมาเก็บเห็ดในที่เกิดเหตุกับเพื่อน รวม 4 คน โดยขี่จักรยานยนต์มา 2 คัน มาตั้งแต่เช้า แต่ในขณะที่เข้าไปในป่าเก็บเห็ดอยู่นั้น มีฝนฟ้าคะนองตกลงมาอย่างหนัก จากการชันสูตรเบื้องต้นพบว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 2 คน สวมใส่ตุ้มหูทองคำและสร้อยคอทองคำ จึงสันนิษฐานเบื้องต้นว่าน่าจะเป็นสื่อนำไฟฟ้า

ส่วนจากการสอบสวนเพื่อนผู้เสียชีวิตอีก 2 คนที่ไปด้วยกัน เปิดเผยว่า ขณะที่ฝนตกและมีเสียงฟ้าร้องดัง ผู้เสียชีวิตทั้งคู่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้เพียงแค่เสี้ยววินาที ฟ้าก็ได้ผ่าลงมาใส่ทั้งคู่ที่ยืนอยู่ เป็นเหตุให้เสียชีวิต ญาติได้ติดต่อเพื่อนำศพไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป

อย่างไรก็ตาม ร.ต.อ.ไมตรี ยังได้กล่าวกับทีมข่าวว่า ในที่เกิดเหตุได้ถ่ายบัตรประชาชนของผู้เสียชีวิตมาทั้ง 2 คนไว้ แต่เมื่อมาถึงโรงพัก เปิดดูกับพบว่าบัตรประชาชนของ นางเพียรทอง ที่มั่นใจว่าถ่ายมาเพื่อประกอบสำนวน แต่พบถ่ายภาพไม่ติด เหมือนกับมีอาถรรพ์เจ้าป่าบังตา ทั้งนี้ล้วนแต่เป็นความเชื่อส่วนบุคคล