สลด! เครื่องบินคิวบาโหม่งโลกหลังเทกออฟ เสียชีวิตนับร้อยราย

เครื่องบินของสายการบินคิวบานา เส้นทางภายในประเทศ ระหว่างกรุงฮาวานา เมืองหลวงและเมือง Holguin ที่อยู่ทางตะวันออก พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือรวม 113 ชีวิต ตกหลังจากทะยานออกจากสนามบินนานาชาติ Jose Marti เมื่อวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น เบื้องต้นคาดว่าน่าจะมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

ทั้งนี้ ตามรายงานของ AP ระบุว่า เครื่องบินโบอิ้ง 737 ลำนี้มีผู้โดยสาร 104 คน และลูกเรืออีก 9 คน แต่ผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่า มีผู้รอดชีวิตจากเที่ยวบินมรณะอย่างน้อย 3 คน ซึ่งทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยอาการสาหัส

ขณะที่ทีมนักผจญเพลิงเร่งเข้าควบคุมไฟที่ลุกท่วมเครื่องบินโบอิ้ง 737 ที่ตกบริเวณไร่ต้นยูคาลิปตัสใกล้สนามบินหลังขึ้นบินไปได้ไม่นาน โดยมีประธานาธิบดี Miguel Diaz-Canel ที่รุดไปยังจุดเกิดเหตุพร้อมกับทีมกู้ภัย และครอบครัวของผู้โดยสารที่รอฟังข่าวในพื้นที่กันเป็นจำนวนมาก

อุบัติเหตุทางการบินครั้งล่าสุดในคิวบา เกิดขึ้นเพียง 1 วัน หลังจากที่รองประธานาธิบดี Salvador Valdes Mesa ของคิวบา เรียกเจ้าหน้าที่ของสายการบินคิวบานาไปหารือถึงปัญหาการให้บริการจากเที่ยวบินล่าช้าและยกเลิกบ่อยครั้ง และพบว่าสายการบินคิวบานา มีรายงานการใช้เครื่องบินเก่ารวมถึงเครื่องบินปลดระวางมาตลอดหลายเดือน เพื่อทดแทนเครื่องบินที่มีปัญหาด้านเครื่องยนต์

โดยอุบัติเหตุครั้งนี้ถือเป็นโศกนาฏกรรมด้านอากาศยานที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 8 ปีของคิวบา นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2553 ที่เกิดเหตุเครื่องบินสายการบิน AeroCaribbean ตกทางตอนกลางของประเทศ คร่าชีวิต 68 ราย

“ได้เรียกกูมั้ย” ชนวนเหตุวัยรุ่นดวลปืนสนั่นหน้าร้านผัดไทย ดับ 1 เจ็บ 1

เมื่อเวลา 22.40 น. วันที่ 17 พ.ค. 61 พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร บ้านเป็ด พร้อมด้วยกำลังตำรวจสืบสวน เข้าตรวจสอบเหตุยิงกันเสียชีวิต บริเวณถนนสายบ้านกอก-มหาวิทยาลัยภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ ตำบล บ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น razormind.org

ที่เกิดเหตุบนถนนพบศพผู้เสียชีวิตถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาดเข้าที่บริเวณจมูก ใกล้กันพบอาวุธปืนลูกโม่ตกอยู่ 1 กระบอก ตำรวจได้เก็บไว้เป็นหลักฐาน

ต่อมาทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือนายคมเพชร นาคแว่น อายุ 19 ปี เป็นชาวบ้านหนองหลุบ ตำบลแดงใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นหญิงถูกลูกกระสุนปืนเฉียดที่ขยับหัว เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลขอนแก่น

จากการสอบถามนายเอกชัย พรมลี อายุ 27 ปี และนางสาวลลิตา กลีบรอบ อายุ 27 ปี ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ช่วงเกิดเหตุได้เห็นผู้เสียชีวิตได้ขับรถจักรยานยนต์มาจอดที่หน้าร้านผัดไทย เพื่อสั่งผัดไทยไปรับประทาน

ขณะนั้นได้สังเกตุเห็นรถจักรยานยนต์ 2 คัน ได้ขับมาจากทางบ้านกอกเป็นผู้ชาย 2 คนและผู้หญิง 1 คน จำได้ว่าเป็นชายหุ่นสันทัดทรงผมสกิลเฮด แล้วได้ขับผ่านไปแล้ววนมาหาผู้เสียชีวิต แล้วขับรถมาจอดข้างรถผู้เสียชีวิต

พร้อมกับมีการถามว่าได้เรียกชื่อมั้ย โดยมีการถืออาวุธมาคุยถามกันด้วยน้ำเสียงที่ท้าทาย จากนั้นผู้เสียชีวิตเห็นท่าไม่ดีได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่อีกฝ่ายก่อน แต่ก็ถูกยิงสวนก่อนที่จะวิ่งไป นอนเสียชีวิตกลางถนน

ขณะที่เพื่อนผู้เสียชีวิตได้ถูกกระสุนยิงเฉี่ยวที่แขนถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลขอนแก่น นอกจากนี้ยังพบว่าคู่กรณีได้ถูกยิงด้วยเช่นกันเพราะตนเองสังเกตเห็นผู้ชายมีการจับที่ท้อง

ด้าน พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบ้านเป็ด ได้ส่งกำลังตำรวจชุดสืบสวนหาเบาะแสคู่กรณีที่ดวลปืนกันแล้ว โดยให้ไปเช็คตามคลีนิคโรงพยาบาลทั้งของรัฐและของเอกชนเพราะคาดว่าจะไปรักษาอาการบาดเจ็บ ซึ่งตำรวจอยู่ในระหว่างติดตามหามือปืนรายนี้แล้ว

ยังคาใจ! แม่อุ้มศพลูกสาวแรกเกิดร้องสื่อ ตายหลังคลอดไม่กี่ชั่วโมง

ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจาก น.ส.รัชนีวรรณ อายุ 25 ปี ระบุว่าไม่ได้ความเป็นธรรม หลังไปคลอดลูกที่ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี แต่เมื่อเด็กออกมาจากครรภ์กลับเสียชีวิต

โดยทางโรงพยาบาลดังกล่าวระบุการตายมาจากการติดเชื้อซิฟิลิสในครรภ์ ซึ่งจากที่ไปตรวจหลายโรงบาลในเมืองพัทยา และคลินิกชื่อดังในเมืองพัทยา ก็ไม่พบว่าเจอเชื้อดังกล่าว ตนเกิดข้อสงสัยจึงได้มาร้องเรียนที่ผู้สื่อข่าวเพื่อขอความเป็นธรรมและอยากทราบถึงข้อเท็จจริง galaxyslotonline.net

ผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางไปตรวจสอบที่ วัดหนองอ้อ ตั้งอยู่ถนนพัทยากลาง ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ก่อนไปเจอกับผู้เสียหาย และลูกสาววัยแรกเกิดที่ห่อผ้าสีขาวไว้ ด้วยความเสียใจและติดใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล จึงได้ร้องเรียนต่อผู้สื่อข่าวเพื่อร้องขอความเป็นธรรม

จากการสอบถาม น.ส.รัชนีวรรณ อายุ 25 ปี เล่าตนได้ตั้งครรภ์ลูกสาวมา 7 เดือนกับอีก 2 สัปดาห์ เมื่อวันที่ 13 พ.ค.61 ช่วง 4 โมงเย็นตนปวดท้องอย่างหนัก รอแฟนเลิกจากงานและพากันไปหมอที่ รพ.เมืองพัทยาช่วง 2 ทุ่ม หลังจากนั้นตนเหมือนจะคลอด ทางโรงพยาบาลเมืองพัทยาบอกกับตนว่าเครื่องมือไม่เพียงพอจึงได้นำตนกับแฟนและลูกในครรภ์ ส่งไปทำคลอดอีกโรงพยาบาล ช่วงเวลา 22.00 น. พอไปถึงโรงพยาบาล ตนรู้ตัวเองว่าน้ำคร่ำแตกแล้วพร้อมที่จะคลอดลูก แต่ทางโรงพยาบาลได้ระงับการคลอดไว้ชั่วขณะจนกว่าน้ำคร่ำจะหมดจากตัว แล้วจึงได้ทำคลอดให้

หลังจากเด็กออกมาแล้วตนเห็นว่าลูกของตนมีเสียงร้องตามปกติแต่เด็กหน้าเขียว ทางพยายาบาลจึงนำไปเข้าตู้อบ ตนก็สบายใจเมื่อตอนเห็นหน้าลูกน้อย แต่เกิดเหตุไม่คาดฝัน ลูกของตนเสียชีวิต เดินไปถามแพทย์ถึงสาเหตุการตายโดยระบุว่า ติดเชื้อซิฟิลิส ปอดโต หัวใจรั่ว กระดูกพรุน หลังจากนั้นทางโรงบาลนำพ่อเด็กไปตรวจหาเชื้อซิฟิลิส แต่ไม่พบ พอมาตรวจที่ตนพบว่ามีเชื้อซิฟิลิส จึงเกิดข้อสงสัยเพราะจากการตรวจในโรงพยาบาลหลายแห่งทั่วพัทยาและคลินิกชื่อดังก็ไม่พบว่ามีเชื้อดังกล่าว

อย่างไรก็ตามตนวอนขอความเป็นธรรม เพราะมีหลายอย่างที่ยังคาใจอยู่ อยากให้ช่วยตรวจสอบและให้ความเป็นธรรมกับตนและครอบครัว ในเหตุการณ์นี้ด้วย

หลวงตาออกบิณฑบาตถูก “พิตบูล” 7 ตัวรุมขย้ำ เล่านาทีชีวิตคิดว่าคงไม่รอด

พระสงฆ์วัย 68 ปี เดินบิณฑบาตตอนเช้า ถูกสุนัขพันธ์ุอเมริกันพิทบูล 7 ตัวรุมกัด เป็นแผล 50 แผล โชคดีเจ้าหน้าที่ช่วยได้ทัน

จากกรณีที่เพจเฟซบุ๊กชื่อ “ตำรวจภูธรสมุทรสงคราม” ได้เผยแพร่เหตุการณ์สุนัขพิตบูลเกือบ 10 ตัวรุมกัดพระชราภาพขณะเดินบิณฑบาต เหตุเกิดภายในซอยบ้านบางหัวกรวดหมู่ 5 ตำบลท้ายหาด อำเภอเมืองสมุทรสงคราม เมื่อช่วงเช้าวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น

ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้ประสานนายดิเรก มาฆะธรรม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ตำบลท้ายหาด ซึ่งพาไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุบริเวณดังกล่าว ซึ่งอยู่ในซอยบ้านบางหัวกรวด ซึ่งอยู่เยื้องกับโรงเรียนท้ายหาด โดยซอยดังกล่าวเป็นซอยขนาดเล็กซึ่งเป็นทางเข้าสถานปฏิบัติธรรมหลวงพ่อบ้านแหลมบางหัวกรวด พบหญ้าข้างทางมีร่องรอยถูกทับราบเรียบ

นายดิเรก กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อเช้าวานนี้ ขณะที่พระครูสมุห์คณิศร ปัญญาวิชุโร เจ้าสถานปฏิบัติธรรมหลวงพ่อบ้านแหลม เดินผ่านจุดเกิดเหตุลูกสุนัขวิ่งไล่ก่อนตัวแรก พระก็พยายามกันและถอยจนล้ม จากนั้นสุนัขพันธ์ุอเมริกันพิตบูลก็รุมฟัด ซึ่งจากการตรวจสอบสุนัขดังกล่าวเป็นของ นายสมาน ช่างทำสีรถยนต์ วันเกิดเหตุออกไปซื้อของที่ตลาดนัด จึงไม่อยู่บ้าน และขังสุนัขไว้ในบริเวณรอบๆ บ้าน ซึ่งมีรั้วรอบขอบชิด แต่ด้วยความซุกซนจึงมุดริ้วหนีออกมาเดินข้างถนน ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ขณะที่ชาวบ้านเดินบ้านบริเวณนี้เคราะห์ดียังไล่ไปได้ทัน อย่างไรก็ตาม ตนได้ประสานไปยังเจ้าของขอให้หากรงขังให้มิดชิดเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นมาอีก

จากนั้นผู้สื่อข่าวได้ติดตามพระสงฆ์เคราะห์ร้ายดังกล่าวจนทราบว่าคือพระครูสมุห์คณิศร ปัญญาวิชุโร เจ้าสถานปฏิบัติธรรมหลวงพ่อบ้านแหลม ซึ่งเข้าพักรักษาตัวในหอผู้ป่วยศัลยกรรมหญิง อาคารรวมใจเอื้อ โดยมีทีมแพทย์พยาบาลให้การดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด

พระครูสมุห์คณิศร กล่าวว่า “ทุกเช้าอาตมาจะเดินผ่านเส้นทางนี้ออกมาบิณฑบาต ก่อนเกิดเหตุตนเดินมาก็เห็นสุนัขฝูงใหญ่ 7 ตัว ยืนอยู่ริมถนน จึงเดินเลี่ยงมาฝั่งตรงข้าม จู่ๆ สุนัขฝูงนี้ก็เข้ามารุมกัดจนอาตมาล้มลง ก็ทำใจแล้วว่าคงไม่รอด กระทั่งมีคนเข้ามาช่วยนำส่งโรงพยาบาล ซึ่งเจ้าของก็ตามมารับผิดชอบทั้งหมด และแจ้งอาตมาว่า เขาก็ขังสุนัขไว้ในบริเวณบ้าน แต่วันเกิดเหตุไม่อยู่บ้าน สุนัขจึงมุดรั้วออกมานอกบ้าน อาตมาไม่อยากโทษใครก็คิดว่าทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่ก็ขอฝากทุกคนที่เลี้ยงสุนัขขอให้ขังให้ดีอย่าปล่อยออกมาสร้างความเดือดร้อนคนอื่น”

นายวัชระ จันเจริญกิจ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้ากล่าวว่าพระครูสมุห์คณิศร เข้ารักษาตัวด้วยอาการถูกสุนัขรุมกัด เจ้าหน้าที่จึงช่วยกันตรวจรักษาพบว่ามีบาดแผล 50 แผล ส่วนใหญ่เป็นรอยเขี้ยวเล็กน้อย และมีแผลฉีกขาดจำเป็นต้องเย็บ 20 เข็ม และต้องล้างแผลทุกวัน นอกจากนี้ยังฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าให้แล้ว อย่างไรก็ตามหากแผลไม่ติดเชื้อ จะรักษาตัวในโรงพยาบาลไม่เกิน 1 สัปดาห์

บุกยิงพ่อค้าผลไม้ เมืองยะลา ดับคาบ้าน คาดปมธุรกิจมืด

แก๊งคนร้ายบุกยิงหัวพ่อค้าผลไม้ เมืองยะลา ดับคาบ้าน หลังมีปากเสียงกัน คาดขัดแย้งผลประโยชน์ธุรกิจมืด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.อ.กฤษดาชัย อาจหาญ รอง สว.(สอบสวน) สภ.รามัน รับแจ้งจากศูนย์วิทยุว่า เกิดเหตุยิงกันมีผู้เสียชีวิตที่บ้านหลังหนึ่ง หมู่ 2 บ้านกาลอ ต.กาลอ อ.รามัน จ.ยะลา ต่อมาได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 ฝ่าย รุดไปสอบสวน

ที่เกิดเหตุอยู่ภายในห้องโถงหลังบ้าน พบศพ นายการีมาน อายุ 37 ปี เจ้าของบ้านถูกยิงด้วยอาวุธปืนพกสั้นไม่ทราบขนาดที่ศีรษะ 1 นัด กระสุนทะลุท้ายทอย นอนเสียชีวิตจมกองเลือดอยู่บนพื้น พบร่องรอยการต่อสู้ในที่เกิดเหตุ ไม่พบปลอกกระสุนปืนหรือหลักฐานอื่น เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบและเก็บรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ

จากการสอบสวนทราบว่า นายการีมาน ผู้ตาย มีอาชีพค้าขายผลไม้ตามตลาดนัด ได้ไปเช่าบ้านหลังที่เกิดเหตุ ก่อนหน้านั้นเวลาประมาณ 05.00 น. ที่ผ่านมา นายการีมาน ได้พูดคุยโทรศัพท์คาดว่าเป็นของคนร้ายที่โทรมาพูดคุยธุรกิจบางอย่างที่ไม่เปิดเผย

หลังจากนั้นชั่วครู่ใหญ่ มีพยานเห็นกลุ่มคนร้ายจำนวนหนึ่ง ขับขี่รถปิกอัพและรถจักรยานยนต์เดินทางมาจอดหน้าบ้าน นายการีมาน แล้วเดินเข้าไปข้างบ้าน ซึ่งอยู่ติดสวนยางพารา พูดคุยถกเถียงกันครู่หนึ่งจนเกิดทะเลาะกัน กลุ่มคนร้ายจึงได้ใช้อาวุธปืนยิงศีรษะ นายการีมาน จนล้มลงนอนแน่นิ่ง แล้วได้พากันหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

ส่วนสาเหตุเจ้าหน้าที่คาดว่า เป็นการขัดแย้งผลประโยชน์ทางธุรกิจที่ไม่เปิดเผย เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สืบสวนติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป

หนุ่มใหญ่ใส่ชุดจิตอาสาเต็มยศ ซดยาพิษตายริมถนน ทิ้งจดหมายสั่งลา

หนุ่มใหญ่ชาวชัยนาท สวมใส่ชุดจิตอาสาเต็มยศ ก่อนมาจอดรถที่ศาลาริมทาง แล้วซดยาฆ่าแมลง-วางจดหมายสั่งลาเอาไว้ คาดเครียดเพราะถูกกลั่นแกล้งเป็นคดี

(12 พ.ค.) ร.ต.อ.เฉลิมชัย ปานธรรม รอง สว.(สอบสวน) สภ.สรรคบุรี อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท ได้รับแจ้งเหตุคนเสียชีวิตที่บริเวณ ศาลาหน้าวัดท่าสมอริมถนนชัยนาท-ชัณสูตร ม.1ต.บางขุด อสรรคบุรี จ.ชัยนาท รุดตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่อาสามูลนิธิร่วมกตัญญูจังหวัดชัยนาทและแพทย์เวรโรงพยาบาลสรรคบุรี

ที่เกิดเหตุพบศพ นายเต็ม อายุ 54 ปี สวมใส่ชุดจิตอาสาแบบเต็มยศ มีทั้งหมวก ผ้าพันคอ และเสื้อพระราชทาน นอนเสียชีวิตอยู่ที่ระแนงไม้ทางเข้าศาลาริมถนน ข้างกันพบรถนิสสัน บิ๊กเอ็ม สีเทา จอดเปิดประตูฝั่งซ้ายอยู่ ภายในรถพบยาฆ่าแมลงยี่ห้อหนึ่งสลากสีเหลืองใส่ถุงวางอยู่

อีกทั้งยังพบกระดาษเขียนลายมือด้วยปากกาสีแดงเป็นจดหมายลาตาย เย็บติดไว้กับปฏิทินพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10

จากการสอบสวนทราบว่าผู้เสียชีวิตมีอาชีพขายอาหารตามสั่ง ช่วงเช้าก่อนเกิดเหตุได้ขับรถไปส่งภรรยาก่อน แล้วบอกว่าจะย้อนกลับมาเอาของ จากนั้นจึงมาก่อเหตุดังสลดดังกล่าวขึ้นที่ศาลา ซึ่งทางญาติไม่ติดใจในสาเหตุการตายจึงส่งมอบเพื่อนำไปประกอบพิธีกรรมทางศานาต่อไป ส่วนเรื่องคดีความนั้นทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

นางชูชีพ อายุ 56 ปี ภรรยาของผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า สามีน่าจะเครียดจากกรณีที่มีญาติที่จังหวัดลพบุรี ได้ส่งเงินมาให้เป็นจำนวนแสนกว่าบาท เพื่อให้หาซื้อที่ดินให้ แต่ก็หาให้ไม่ได้ กระทั่งต่อมาถูกฟ้องว่าฉ้อโกง ตนพยายามจะหาเงินมาคืนให้ แต่ฝ่ายเขาไม่ยอม พยายามบีบบังคับแจ้งความเป็นคดีอาญาจะเอาผิดให้ได้ ทำให้สามีมีอาการเครียดอยู่หลายวัน

ป้าโดนขู่ยกพวกฆ่ารุมโทรม เหตุเพราะเป็นพยานให้ตำรวจถูกต่อย

ป้าแม่ค้าผวาดผวา หลังเป็นพยานปากเอกให้ตำรวจจราจรถูกต่อย เพราะปมแจกใบสั่งให้ เข้าร้องทุกข์เพราะถูกข่มขู่ถึงร้านข้าวแกง เตรียมจัดงานศพให้ตัวเอง-จะยกพวกมารุมโทรม

จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.มาบตาพุด จ.ระยอง ถูกทำร้ายต่อยเข้าเบ้าตาได้รับบาดเจ็บ เพราะผู้ขับขี่รถกระบะคันหนึ่งไม่พอใจที่ได้รับใบสั่ง เพียงแค่แวะจอดในที่ห้ามจอดลงไปซื้อของเพียงครู่เดียว กลายเป็นประเด็นวิวาทลั่นโรงพัก ตามข่าวที่รายงานไปแล้วนั้น razormind.org

ล่าสุดเมื่อเวลา 11.00 น. ที่ผ่านมา ร.ต.อ.นิธินันท์ ศรีรุต รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.มาบตาพุด จ.ระยอง ได้รับแจ้งจาก น.ส.สนันธา หรือ ป้าจ่อย อายุ 56 ปี ระบุว่าถูกข่มขู่และคุกคามสิทธิมนุษยชน สืบเนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะตนเป็นแม่ค้าที่อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุ และเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด จึงเป็นพยานให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกต่อยทำร้าย ทำให้คู่กรณีของตำรวจเกิดความไม่พอใจ

โดยในช่วงเช้าของวันนี้ เวลาประมาณ 09.00 น. ปรากฏว่าถูกคู่กรณีในเหตุที่เกิดขึ้น เข้ามาข่มขู่และคุกคาม พร้อมกับใช้อาวุธ ใช้มีดจี้ที่เอว แล้วพูดว่าเตรียมเอาไว้ 10 ล้าน สำหรับจ่ายค่าให้การเท็จ อีกทั้งยังข่มขู่เตรียมถูกยกพวกมารุมโทรมและทำอนาจารในอีก 3 วัน แลรอฟังเพลงธรณีกรรแสงไว้ได้เลย “รับรองมึงได้ฟังแน่ ปากมึงอย่างนี้” คู่กรณีได้กล่าวทิ้งทาย

ป้าจ่อย ยังได้กล่าวต่อด้วยสีหน้าที่ตกใจว่า เหตุที่เกิดขึ้นทำให้ตนเดือดร้อน ไม่สามารถทำมาค้าขายตามปกติได้ และต้องย้ายไปพักอาศัยที่อื่นก่อนเพื่อความปลอดภัย ตอนนี้ก็ขอพักที่โรงพักก่อน ส่วนช่วงเย็นจะรอหลานสาวมารับ เพราะเกรงกลัวภัยและผู้มีอิทธิพล

ขณะที่ชุดสืบสวน สภ.มาบตาพุด ได้กล่าวว่า ในคดีนี้ไม่ต้องห่วงจะดูแลความปลอดภัยของป้าจ่อยเป็นอย่างดี ทางด้าน ร.ต.อ.นิธิรันท์ ศรีรุต รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.มาบตาพุด จึงได้รับแจ้งความไว้ พร้อมกับจะได้เรียกคู่กรณีของ ร.ต.อ.วิทยา วุฒิพันธ์ รองสารวัตร (จราจร) สภ.มาบตาพุด จ.ระยอง มาสอบสวนในเร็ววันนี้เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

ชีวิตวิบากกรรม “เผ่าซาไก” เกิดมายังไม่เคยแม้ได้รับเบี้ยคนจน

ล้วงลึกเข้าป่าเยี่ยมชนเผ่าซาไก อ.ปะเหลียน อยู่ในหุบเลวลึกกลางเขา กว่า 30 ชีวิตไม่เคยได้รับเงินจากงบประมาณช่วยเหลือใดๆ ใช้วิถีชีวิตคนป่าดั้งเดิม ลูกหลานก็ไม่ได้เรียน เพราะต้องทำมาหากิน

(10 พ.ค.) นายสมโชค หนูวงษ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 14 อ.ปะเหลียน จ.ตรัง พร้อมด้วยเพื่อนบ้านเดินทางไปเยี่ยม ชนเผ่าเงาะป่าซาไกในพื้นที่ป่าใกล้เคียงหมู่บ้าน ซึ่งการเดินทางจะต้องอาศัยรถจักรยานยนต์ขับขี่ไปตามเส้นทางขึ้นลงภูเขาคดเคี้ยว บนแนวเขาบรรทัดติดช่วงรอยต่อกับ จ.สตูล galaxyslotonline.net

โดยคณะผู้ใหญ่บ้านได้เดินทางไปเยี่ยม นายบ่าว ศรีสันติราษฎร์ อายุ 32 ปี หัวหน้าเผ่าเงาะป่าซาไกในพื้นที่หมู่ที่ 14 ต.ปะเหลียน ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกอยู่ราวๆ 30 คน และยังคงใช้ชีวิตแบบซาไกดั้งเดิม อาศัยเอาใบไม้ กิ่งไม้ มาสร้างเป็นที่อยู่อาศัย หรือเรียกว่า ”ทับ” ไม่มีทั้งน้ำประปาและไฟฟ้า หาเลี้ยงชีพด้วยการหาของป่ามากิน เผาหมกย่าง-เผือกมัน และล่าสัตว์ป่า หากมีเวลาว่าง ชาวซาไกก็จะออกหาของป่านำไปขาย หรือนำไปแลกอาหารกับชาวบ้าน

ผู้นำชนเผ่าซาไก บอกว่ามาตั้งทับที่นี้นานกว่า 10 ปี ยังไม่เคยได้รับความช่วยเหลือใดๆ จากหน่วยงานราชการ ยกเว้นแต่ผู้นำชุมชนในพื้นที่ ซึ่งอยู่ใกล้กับที่อยู่ของพวกตนมากที่สุด โดยเข้าใจว่าถนนหนทางค่อนข้างลำบาก ต้องอาศัยการเดินเท้าระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร หรือใช้รถจักรยานยนต์ที่ต้องให้คนที่ชำนาญเส้นทางเท่านั้น เพราะบางช่วงบางตอนถนนจะเท่ากับทางรถจักรยานยนต์และขนานไปกับเหวลึก จึงทำให้คนทั่วไปไม่สามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือได้

นายบ่าว ศรีสันติราษฎร์ หัวหน้าเผ่าเงาะป่าซาไก เล่าว่า ชุมชนของตนมีทั้งหมดกว่า 30 คน ไม่เคยมีหนังสือทางราชการมาถึงหรืองบประมาณใดๆ มาถึงพวกตน โดยเฉพาะงบประมาณจากศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ตรัง พวกตนต้องหารายได้จากการหาของป่ามาขายเพื่อนำไปแลกมา แต่ก็ไม่เคยได้สักครั้ง

ส่วนเงินช่วยเหลือคนจนนั้น เคยได้ยินชาวบ้านเขาพูดให้ฟัง แต่พวกตนก็ไม่เคยได้รับ หากจะให้มาใช้ชีวิตเหมือนคนเมืองหรือไม่นั้นยังต้องคิดดูก่อน โดยยอมรับว่าลูกๆ และในคนชนเผ่าไม่มีใครได้เรียนหนังสือ เพราะต้องใช้เวลาไปกับการทำมาหากิน จนไม่มีเวลารับส่งลูกไปโรงเรียนที่อยู่ห่างไกล จึงวอนขอความช่วยเหลือกับคุณภาพชีวิตด้วย

ขณะที่ นายสมโชค หนูวงษ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 14 ต.ปะเหลียน กล่าวว่า เผ่าเงาะป่าซาไกที่นี่ยังไม่เคยได้รับเงินช่วยเหลือจากศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ตรัง แม้แต่ครั้งเดียว และยังไม่เคยมีเจ้าหน้าที่เดินทางมาติดต่อให้การช่วยเหลือ แต่ก็มีความหวังในเรื่องเงินเบี้ยผู้สูงอายุ ที่หลังจากทำบัตรประชาชนแล้ว ผู้สูงอายุในพื้นที่แห่งนี้จะได้เข้าโครงการเป็นปีแรก คาดว่าเดือนตุลาคมนี้น่าจะได้รับเงินผู้สูงอายุช่วยเหลือ

รอลุ้นศาลพิพากษาคดี “เปรี้ยว สวยหั่นศพ” 10 พ.ค.นี้

ศาลขอนแก่นเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี “เปรี้ยวสวยหั่นศพ” เป็นวันที่ 10 พฤษภาคมนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาล จ.ขอนแก่น มีคำสั่งแจ้งถึงพนักงานอัยการ จ.ขอนแก่น และ นายนพดล สีดาทัน ทนายโจทก์ร่วม ในคดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ระหว่าง พนักงานอัยการ จ.ขอนแก่น กับ น.ส.ปรียานุช หรือ เปรี้ยว และพวกรวม 5 คน หลังก่อเหตุฆาตกรรม น.ส.วริศรา หรือ แอ๋ม ในการเบิกตัวเข้ารับการฟังคำพิพากษาพิจารณาคดี ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2561 เวลา 13.30 น.

นายนพดล กล่าวว่า คดีความดังกล่าวมีผู้ต้องหาทั้งหมด 5 คน แยกเป็น น.ส.เปรี้ยว น.ส.เอิน และ น.ส.แจ้ ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ในแดนหญิง เรือนจำกลางขอนแก่น, นายวศิน ถูกควบคุมตัวที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น ขณะที่ น.ส.เบนท์ อยู่ในระหว่างการประกันตัวโดยกองทุนยุติธรรม

น.ส.เปรี้ยว, เอิน, แจ้ และนายวศิน ถูกตั้งข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คดีเลขดำที่ 1957/60 ขณะที่ น.ส.เบนท์ ถูกตั้งข้อกล่าวหาเดียวคือลักทรัพย์หรือรับของโจร เท่านั้น

นายนพดล กล่าวต่อว่า ศาลจังหวัดขอนแก่น ได้มีคำสั่ง เลื่อนนัดฟังคำพิพากษาจากเดิมวันที่ 29 มิิถุนายน 2561 มาเป็นวัน 10 พฤษภาคม ในเวลา 13.30 น. ซึ่งพนักงานอัยการ ทนายความโจทก์ร่วม ทนายความฝ่ายจำเลย ญาติของทั้ง 2 ฝ่าย จะเดินทางมารับฟังคำพิพากษาในคดีดังกล่าว โดยที่ศาลจะทำการเบิกตัว ผู้ต้องหาทั้ง 5 คน มารับฟังคำพิพากษาด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ผลการพิจารณาคดีจะออกมาในรูปแบบใดนั้น ทุกฝ่ายก็พร้อมน้อมรับคำสั่งศาล

วิกฤตเช้าวันจันทร์ “ฝนถล่มกรุง” น้ำท่วมทางด่วน อุตุฯ เตือนตกยาวถึง 12 พ.ค.

(7 พ.ค.) เกิดฝนตกหนักช่วงเช้าตรู่ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ อาทิ คลองเตย ทวีวัฒนา จองทอง บางขุนเทียน บางพลัด บางแค ห้วยขวาง สุขุมวิท ลาดพร้าว จตุจักร วังทองหลาง รวมทั้งปริมณฑล เช่น สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี ทำให้มีน้ำท่วมขังรอการระบายหลายจุด

นอกจากนี้ รายงานระบุว่า บริเวณทางด่วนรามอินทราอาจณรงค์ ช่วงทางลงด่านประชาอุทิศ ทางขึ้นด่านโยธินพัฒนา ก่อนลงเกษตรนวมินทร์ 1 กม. มีน้ำท่วมขัง 2 ช่องทางซ้าย ทำให้สภาพการจราจรติดขัดอย่างหนัก

กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศระบุว่า บริเวณประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองลดลงในระยะนี้ ส่วนภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองไว้ด้วย ช่วงวันที่ 9-12 พ.ค. บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและทะเลจีนใต้ ประกอบกับมีลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นเข้ามาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับลมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้นในช่วงวันที่ 7-12 พ.ค. ทำให้ภาคใต้มีเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง

ข้อควรระวัง ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม และขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนตกหนักไว้ด้วย

สำหรับ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในช่วงวันที่ 6-8 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ ส่วนในช่วงวันที่ 9-12 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส